Leng Buai Ia Alley:
Co-Creating Public Space for Community-Led Economic Adaptation
ตรอกอิสรานุภาพ หรือ ตรอกเล่ง บ่วย เอี๊ย เป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่มากกว่า 80 ปี คู่กับถนนเยาวราช และยังคงกิจกรรมมาตั้งแต่อดีตคือการขายอาหารแห้ง และวัตถุดิบหลักของผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วไทย เป็นตลาดที่สำคัญของย่าน เราได้ว่าลักษณะพื้นที่ภายในซอยนั้นแทบไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดการพัฒนาย่าน พื้นที่และชุมชนโดยรอบนี้เปรียบเสมือนห้องครัวของเยาวราช และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในตรอกที่มีขนาดใหญ่หลักพันล้านบาทต่อปี
ผู้เขียน: ณัฐวดี สัตนันท์, ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์
ภาพ: Bangkok City Lab
“ตรอกอิสรานุภาพ” หรือ “ตรอกเล่ง บ่วย เอี๊ย” เป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่เติบโตคู่กับถนนเยาวราชมากว่า 80 ปี พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจอาหารของเมือง เป็นแหล่งค้าขายวัตถุดิบหลักให้กับร้านอาหารทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ จนได้รับการขนานนามว่า “ห้องครัวของเยาวราช” ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในตรอกที่หมุนเวียนสูงถึงหลักพันล้านบาทต่อปี แม้เวลาจะผ่านไป แต่โครงสร้างและกิจกรรมภายในซอยแทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง อาคารพาณิชย์ที่ตั้งเรียงราย ร้านค้ารุ่นต่อรุ่น และผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่ยังคงอยู่เช่นเดิม
ปัจจุบันเยาวราชได้เปลี่ยนไปมากจากการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน การสัญจรที่สะดวกขึ้นส่งผลให้เกิดโครงสร้างเศรษฐกิจชนิดใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกายภาพของพื้นที่ เยาวราชกลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่ายขึ้น ร้านอาหารสตรีทฟู้ดและธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยวขยายตัวขึ้น ในขณะที่ตลาดและชุมชนดั้งเดิมกลับเผชิญกับความท้าทายใหม่และความจำเป็นในการปรับตัว ทั้งจำนวนผู้คนที่เข้ามายังตรอก
ที่ลดลง ปัญหาน้ำท่วมขัง ความไม่ปลอดภัยจากระบบโครงสร้างพื้นฐานและสายไฟ ความไม่สะดวกในการเดินเท้า รวมถึงทัศนียภาพที่เริ่มเสื่อมโทรมลงเมื่อเทียบกับถนนสายหลักอื่นๆ และผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้คนในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนาตรอกเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
คณะกรรมการชุมชนฯ ได้ก่อรูปแนวคิดที่จะปรับปรุงพื้นที่ตรอกอิสรานุภาพระยะทางยาวกว่า 260 เมตร ที่เชื่อมระหว่างถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุง อันเต็มไปด้วยผู้ค้าและผู้อาศัยรวม 110 คูหา โดยทาง Bangkok City Lab ร่วมกับทางสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ได้สร้างกระบวนการในการกำหนดคุณสมบัติขององค์ประกอบทางกายภาพที่พึงมีสำหรับการพัฒนาตรอกโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พึ่งปรารถนาร่วมกันทุกฝ่าย
กระบวนการมีส่วนรวมของชุมชน: พลังร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ
กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ตรอกอิสรานุภาพ หรือตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ นับเป็นการใช้ “กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน” เป็นหัวใจหลักในการพัฒนาเมือง โดยไม่มองการออกแบบเป็นเพียงเรื่องของกายภาพ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เริ่มจากการสำรวจและรับฟังความคิดเห็น เพื่อเข้าใจปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้คนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้ค้าร้านอาหาร เจ้าของอาคาร และผู้อยู่อาศัยในชุมชน จากนั้นจึงมีการคัดเลือกตัวแทนชุมชน
เพื่อทำหน้าที่เป็น “กลไกกลาง” ในการสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานและชาวบ้าน จากนั้นจึงจัดเวทีพูดคุย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบไม่ได้ถูกกำหนดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการร่วมออกแบบ (Co-Design) อย่างแท้จริงของทุกภาคส่วน
ผลลัพธ์ของกระบวนการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ยังส่งผลต่อมิติทางสังคมและจิตใจของผู้คนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ชุมชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่มากขึ้น เพราะพวกเขามีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหาไปจนถึงการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การมีส่วนร่วมเช่นนี้ยังช่วยให้การออกแบบตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงของผู้ใช้งาน มีประสิทธิภาพและยั่งยืน กระบวนการมีส่วนร่วมจึงเป็นรากฐานของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในระดับย่าน เพราะไม่เพียงเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิดของคนในชุมชน ให้มองว่าพวกเขาคือเจ้าของเมืองที่สามารถร่วมกันดูแลและพัฒนาพื้นที่ของตนเองต่อไปได้ในระยะยาว การพัฒนาพื้นที่ตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ จึงไม่ใช่เพียงตัวอย่างของการปรับปรุงพื้นที่ หากแต่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพัฒนาเมืองที่แท้จริงเริ่มต้นจาก “การฟัง” และ “การร่วมมือ” ระหว่างผู้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้นเอง
กระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์และระบุปัญหา
แนวคิดเรื่อง “ทางเดินคลุมหลังคา” ในตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปกว่า 15 ปีก่อน เคยมีความพยายามผลักดันแนวคิดนี้มาแล้ว แต่ต้องหยุดลงเพราะเสียงจากคนในพื้นที่ที่มีความเห็นต่างกันบางส่วนมองว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ช่วยให้ค้าขายสะดวกขึ้น ขณะที่อีกส่วนหนึ่งกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากไฟไหม้ และการบดบังทัศนียภาพของตรอก และเมื่อโครงการพัฒนาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลายฝ่ายต่างจินตนาการว่าชุมชนอาจยังต้องการหลังคาคลุมตลอดแนวทางเดิน เพื่อช่วยเพิ่มการสัญจรและกระตุ้นเศรษฐกิจในย่าน อีกทั้งยังอาจช่วยจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายที่รุกล้ำทางเดินสาธารณะ แต่เมื่อมองลึกลงไปกลับพบว่าความต้องการของผู้คนไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เหตุใดแนวคิดที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์กลับไม่ได้รับฉันทามติร่วม? เพื่อหาคำตอบนี้ ทีม Bangkok City Lab จึงใช้ “กระบวนการรับฟังเชิงลึก” (Deep Listening) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสำรวจและพูดคุยกับคนในชุมชน โดยเริ่มจากคณะกรรมการชุมชนที่มีบทบาทหลักในการสะท้อนความคิดเห็นของผู้ค้าและผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าควรหาทางออกให้การสัญจรในตรอกสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
การรับฟังอย่างเปิดใจเช่นนี้ได้กลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการออกแบบที่ไม่เพียงแก้ปัญหาเชิงกายภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับความรู้สึก ความห่วงใย และความคาดหวังของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในตรอก และช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องโครงสร้างกายภาพ แต่เกี่ยวพันกับความรู้สึก ความปลอดภัย และวิถีชีวิตที่หลากหลายของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางการออกแบบร่วมกันต่อไป
การสำรวจทั้งตรอกแบบสำมะโนประชากร
กระบวนการสำรวจร่วมกันทั้งตรอกในรูปแบบ “สำมะโนประขากร” เป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วม ที่เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ร่วมกันมองเห็นภาพรวมของย่านอย่างรอบด้าน ทั้งเงื่อนไข ข้อจำกัด ปัญหา และความคาดหวังต่ออนาคตของตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ การเดินสำรวจไปทีละคูหา การพูดคุยกับผู้ค้าและผู้อยู่อาศัย ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือแผนผัง แต่คือ “เสียงจริงของผู้คน” ที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต ความผูกพันและภาพฝันของการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันในอนาคต กระบวนการนี้จึงไม่เพียงช่วยให้ทีมออกแบบเข้าใจพื้นที่ในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคน เมือง และเศรษฐกิจในระดับตรอกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
การสอบถามข้อมูลและการสัมภาษณ์ ผู้ค้ารายหลัง สัมภาษณ์ เดือนมิถุนายน 2568
“ไม่อยากให้มีหลังคาคลุมทางเดินหรอก เพราะว่าฝั่งตรงข้ามนั้นต้มแปะก๊วยทั้งวัน เขาต้มกันเป็นตันๆ นะ เพราะเขาขายส่ง เขาต้มทั้งคืนเลยก่อนช่วงงานเทศกาลเป็นเดือน ช่วงเดือนมิถุนายน มีลูกน้องมาทำงานเป็นกะทั้งกลางวัน กลางคืน ก่อนงานสาทรจีน หรือ ช่วงก่อนตรุษจีน ที่บ้านที่นอนไม่ค่อยหลับเพราะต้องระวังว่าจะมีไฟไหม้ตอนกลางคืนหรือเปล่า ได้ยินเสียงนิดเดียวก็ตื่นแล้ว ถ้ามีหลังคาเกิดไฟไหม้ขึ้นมามันมองไม่เห็นนะ” — ผู้ค้ารายหนึ่งในพื้นที่ จากการ สัมภาษณ์ ณ เตือน มิถุนายน 2568
“อยากให้ตรอกบ้านเรานี่พัฒนาเหมือนพื้นที่อื่นบ้าง มันอยู่อย่างนี้มาหลาย 10 ปีแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น พื้นที่ก็ไม่น่าเดิน หากฝนตกก็น้ำเฉอะแฉะ ตอนนี้รถไฟฟ้าสร้างเสร็จแล้วคนไม่เดินทะลุไปเยาวราชเลย เขาไปเดินลัดที่แปลงนามกันหมด อย่างน้อยก็มีหลังคาคุ้มทุกคนก็จะได้เดินมากขึ้น ใต้ฝนตกก็มีที่หลบฝนให้คนโดยนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา เยาวราชไม่มีที่หลบฝนที่เป็นสาธารณะเลยนะ ถ้าคุณไม่ได้เข้าไปในร้าน เขาไม่ต้องเข้ามาซื้อของเราก็ได้ อย่างน้อยคนเดินผ่านไปผ่านมาก็ได้ประโยชน์
อีกเรื่องหนึ่งคือ สายไฟที่พาดในตรอกมันเก่าแล้ว ถ้าทำหลังคาทั้งที่ก็ได้ถือโอกาสจัดการสายไฟ สายเคเบิล ที่รกรุงรังเสียที อาจติดกล้อง CCTV หรือไฟส่องสว่างเพิ่มก็ยังได้ แถวนี้พวกลักขโมยล้วงกระเป๋ามีเยอะนะยิ่งช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นนี่เจอตลอด” — ผู้ค้ารายหนึ่งในพื้นที่ จากการ สัมภาษณ์ ณ เตือน มิถุนายน 2568
การประเมินสถานะกรรมสิทธิที่ดิน
การประเมินสถานะกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการพัฒนา เพราะการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้สอดแทรกเข้าไปในสิ่งปลูกสร้างเดิม จำเป็นต้องเข้าใจระบบกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน พื้นที่ในตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ มีความซับซ้อน ทั้งอาคารที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล อาคารเช่า และพื้นที่สาธารณะปะปนกัน การสำรวจข้อมูลนี้จึงช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม ไม่กระทบสิทธิของเจ้าของพื้นที่ และสามารถวางรูปแบบโครงสร้างที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในบริบทของชุมชนได้อย่างรอบคอบ
เงื่อนไขที่เป็นจริง: ข้อกังวล อุปสรรค และความคาดหวัง
เมื่อเสียงของชุมชนถูกรับฟัง กระบวนการสำรวจจึงไม่ได้เพียงสะท้อนภาพทางกายภาพของตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ แต่ยังเผยให้เห็น “เงื่อนไขที่เป็นจริง” ของพื้นที่ ตั้งแต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ความกังวลเรื่องความปลอดภัยและอุปสรรคจากระบบกรรมสิทธิ์ ไปจนถึงความคาดหวังของผู้คนที่อยากเห็นพื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนา ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานสำคัญของการออกแบบ ที่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงพื้นที่ แต่คือการทำความเข้าใจสมดุลระหว่างความเป็นอยู่ของคน เศรษฐกิจ และอัตลักษณ์ของย่านอย่างแท้จริง
การสำรวจจำนวน 75 หลังคาเรือน จากข้อมูลครัวเรือนทั้งสิ้น 91 หลังคาเรือน สรุปข้อมูลความคิดเห็นได้ดังนี้
ที่มา : จากการสำรวจของสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์
จากการพัฒนาพื้นที่แบบ One Size Fits All สู่การออกแบบแบบ Tailor-Made
ลักษณะทางกายภาพของตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ มีลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถใช้แนวคิด “One Size Fits All” หรือการออกแบบที่หนึ่งแบบใช้ได้กับทุกพื้นที่ได้ เนื่องจากตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ เป็นทางสาธารณะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาตั้งแต่อดีต ลักษณะของอาคารสองฝั่งตรอกจึงไม่ได้สร้างอยู่ในแนวเดียวกัน บางช่วงร่นเข้า บางช่วงยื่นออก ทำให้ไม่สามารถกำหนดตำแหน่งของโครงสร้าง เช่น เสาหลังคา ให้เป็นระยะมาตรฐานเดียวตลอดแนวได้ “เพื่อให้ไม่ปรากฏตำแหน่งเสาอยู่ในตำแหน่งหน้าบ้านหลังใดหลังหนึ่ง” การออกแบบจึงต้องวางตำแหน่งเสาให้สอดคล้องกับเส้นแบ่งของแต่ละคูหา ส่งผลให้ระยะห่างของเสาในแต่ละช่วงแตกต่างกันไปตลอดแนวตรอก ซึ่งเป็นตัวอย่างของการออกแบบที่ต้องปรับให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของพื้นที่อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน บางบ้านต้องการหลังคาคลุมกันฝนสนิท ขณะที่บางบ้านอยากได้เพียงโครงสร้างโปร่งเพื่อให้แสงและอากาศถ่ายเทได้ดี แนวทางการออกแบบแบบ “Tailor-Made” จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังกับข้อจำกัดของพื้นที่ รวมถึงตอบรับความหลากหลายของผู้คนในตรอกอย่างแท้จริง การพัฒนาในครั้งนี้จึงไม่ใช่การปรับปรุงพื้นที่ให้เหมือนกันทุกจุด แต่คือการออกแบบที่ “ฟัง” พื้นที่ และ “เข้าใจ” ความแตกต่าง
ที่มา : สำรวจโดยคณะศึกษา
สภาพของอาคารในบริเวณตรอกเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ส่วนมากเป็นอาคารพาณิชย์กรรม มีลักษณะเป็นอาคารตึก ความสูงตั้งแต่ 2-9 ชั้น มีหน้ากว้าง และรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามกรรมสิทธิ์ที่ดิน
ที่มา : สำรวจโดยคณะศึกษา
สภาพของอาคารในบริเวณตรอกเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ส่วนมากเป็นอาคารที่เป็นโครงสร้าง คอนกรีตเสริมเหล็ก ที่ก่อสร้างในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน สังเกตได้จากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบสมัยนิยมในช่วงต่างๆ นอกจากนี้ยังคงหลงเหลืออาคารโครงสร้างไม้อยู่บางส่วน ซึ่งเป็นอาคารโบราณที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
การได้มาซึ่งเกณฑ์การกำหนดกายภาพเฉพาะตัวของพื้นที่
กระบวนการออกแบบและพัฒนาพื้นที่ตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ ไม่ได้เริ่มจากแบบแปลนมาตรฐานเดียว แต่เริ่มจากการ “สังเกต ฟัง และเข้าใจพื้นที่จริง” เพื่อให้การพัฒนาตอบกับความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างแท้จริง “การศึกษาข้อมูลเชิงกายภาพ การวิเคราะห์ปัญหา – ศักยภาพของตรอก และการจัดทำแบบร่างหลังคาคลุมทางเดิน ก่อนนำเสนอต่อประชาคม” ทำให้เห็นชัดว่าการปรับปรุงพื้นที่จะได้ผลก็ต่อเมื่อสามารถรักษาอัตลักษณ์ของย่านและช่วยเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนไปพร้อมกัน แนวคิดจึงถูกสรุปในกรอบของ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการส่งเสริมการค้าชุมชนในแนวทางเชิงอนุรักษ์” ซึ่งได้รับความเห็นชอบทั้งจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ข้อมูลภาคสนามที่เก็บอย่างละเอียด — ระยะชิด–ห่างของอาคาร เส้นแนวเขต การใช้พื้นที่หน้าอาคาร และความต้องการเฉพาะของแต่ละคูหา” ทำให้เห็นว่าสภาพกายภาพของตรอกไม่สามารถออกแบบด้วยวิธี “One Size Fits All” ได้ ด้วยอาคารสองฝั่งตรอกไม่ได้อยู่ในแนวเดียวกัน การกำหนดตำแหน่งเสาและองค์ประกอบของหลังคาจึงต้องปรับตามบริบทของแต่ละช่วง เพื่อไม่ให้โครงสร้างบดบังหน้าบ้านหรือรบกวนกิจกรรมการค้าของใครคนใดคนหนึ่ง เกิดเป็น เกณฑ์การออกแบบ (Design Criteria) เฉพาะตัวของพื้นที่ ดังนี้
- ตำแหน่งเสาต้องอยู่ระหว่างแนวผนังอาคาร ไม่ตั้งขวางหน้ากว้างของอาคารใดอาคารหนึ่ง
- ระยะห่างเสาและหน้าอาคารกำหนดตามข้อตกลงร่วมระหว่างชุมชนกับสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์
- ระดับท้องขื่อสูงไม่น้อยกว่า 5.50 เมตร ตามมาตรฐานความสูงขั้นต่ำของสะพานลอยสาธารณะ
- หลังคาใช้วัสดุโปร่งและทึบผสมผสาน เพื่อรับแสงธรรมชาติและความกลมกลืนของทัศนียภาพ
- เว้นช่องว่างระหว่างขอบหลังคาและขอบอาคารเดิม เพื่อการระบายอากาศและลดความร้อน
เกณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบพื้นที่ในตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ ไม่ได้มาจากการกำหนด “รูปแบบที่ดีที่สุดเพียงแบบเดียว” แต่เกิดจาก “ระเบียบที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจพื้นที่จริง” ทั้งข้อจำกัดเชิงกายภาพและวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้การพัฒนาไม่ใช่การบังคับพื้นที่ให้เป็นไปตามแบบ แต่เป็นการขยายศักยภาพของพื้นที่ในแบบที่ยังเคารพตัวตนเดิมของชุมชนอย่างแท้จริง
การผสมผสานการอนุรักษ์และการพัฒนา
การพัฒนาย่านเก่าที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างตรอกอิสรานุภาพ หรือ ตรอกเล่ง บ๊วย เอี๊ยะ คือการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมกับการพัฒนาเพื่อรองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่
การกำหนดแนวทางร่วมกันจึงเป็นวิธีหนึ่งในการบริหารจัดการการเติบโตของย่านให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและรักษาอัตลักษณ์อย่างวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวจีนในพื้นที่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ย่านนี้มีเสน่ห์มาตั้งแต่อดีต กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ปรากฏในโครงการ จึงเป็นกลไกที่จำเป็นอย่างยิ่งในการหาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์คุณค่าทางสังคม เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและยังคงสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของชุมชน ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้เติบโตไปกับเมืองสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน
การพัฒนาในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงภูมิทัศน์หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการสร้างพื้นที่ทดลองของการออกแบบเมืองร่วมกับผู้คนที่ตั้งอยู่บนฐานของความเข้าใจและความต้องการจริงของชุมชน การออกแบบร่วมนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจปัญหา การเสนอแนวคิด ไปจนถึงการกำหนดเกณฑ์การพัฒนาทางกายภาพ เพื่อให้ตรอกเก่าแก่แห่งนี้กลับมามีชีวิตในฐานะแหล่งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเมือง เป็นตัวอย่างของการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมที่สะท้อนให้เห็นการพัฒนาเมืองและการอนุรักษ์ที่เคลื่อนไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงของเมืองได้อย่างงดงามและมีความหมาย