สวน 15 นาที ความเป็นไปได้ใหม่ของพื้นที่สีเขียว ในการลงทุนพัฒนาโดยภาคเอกชน

สวนสาธารณะที่สามารถเดินถึงได้ภายใน 15 นาที กลายเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดสำคัญของเมืองน่าอยู่ เพราะไม่ใช่แค่การมีต้นไม้หรือสนามหญ้า แต่คือการมี “สิทธิ” ในการเข้าถึงธรรมชาติในชีวิตประจำวัน แนวคิด “สวน 15 นาที” จึงเกิดขึ้นจากความพยายามในการกระจายโอกาสและสุขภาวะไปสู่ทุกย่าน ทุกกลุ่มประชากร โดยเฉพาะกลุ่มที่มักถูกละเลย เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีรายได้น้อย

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเมืองควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายใจ แต่กรุงเทพฯ ยังอยู่ที่เพียง 7.6 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น และพื้นที่สีเขียวส่วนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง ทำให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่รอบนอกหรือเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นเข้าไม่ถึงสวนสาธารณะได้ง่าย ๆ

ด้วยเหตุนี้ กรุงเทพมหานครจึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสวนสาธารณะขนาดเล็กให้ได้อย่างน้อย 500 แห่งภายในปี 2569 เพื่อกระจายพื้นที่สีเขียวให้ใกล้ตัวมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องสร้างสวนใหญ่ แต่เน้นสวนที่ “ถึงไว ใช้จริง” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน


สวนละแวกบ้าน - พื้นที่เล็กที่เติมเต็มชีวิตเมือง

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โครงการสวน 15 นาทีได้ก่อเกิดสวนขนาดเล็กกว่า 140 แห่งทั่วกรุงเทพฯ พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มาจากแผนการลงทุนขนาดใหญ่หรือการเวนคืนที่ดิน แต่คือการหยิบยื่นพื้นที่ว่างเล็ก ๆ ที่เคยมองข้าม ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ เช่น ลานร้างใต้ทางด่วน พื้นที่ข้างคลอง หรือที่ดินระหว่างอาคาร

สวนแต่ละแห่งถูกออกแบบให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตของชุมชน เช่น มีลานนั่งพักใต้ร่มไม้ มีเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ สนามเด็กเล่นเล็ก ๆ หรือพื้นที่เปิดโล่งที่ใช้จัดกิจกรรมของชุมชนได้ แนวคิดหลักคือการออกแบบ “สวนที่ใช้งานได้จริง” มากกว่าความใหญ่โตหรือความสวยงามตามแบบแผน

จุดแข็งที่ทำให้สวนเหล่านี้ยั่งยืน คือการที่ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการชี้เป้าที่ดิน ร่วมคิด ร่วมออกแบบ หรือจัดเวรดูแลสวนหลังเปิดใช้งาน การมีส่วนร่วมเช่นนี้ ทำให้สวนกลายเป็นพื้นที่ทางสังคม สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ และช่วยปลุกจิตสำนึกในการดูแลพื้นที่ร่วมกันในระดับย่าน

จากการศึกษาของบริษัท Mor and Farmer (2566) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 50 เขต พบว่าเขตที่มีความสำคัญเร่งด่วน ที่มีความขาดแคลนสวนสาธารณะระดับละแวกบ้าน (Neighborhood Park) โดยพิจารณาจากระยะทางและเวลาในการเข้าถึงจากแหล่งชุมชนในรัศมี ไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร ดัชนีความขาดแคลนพื้นที่สีเขียวต่อขนาดพื้นที่ปลูกสร้างคลุมดิน และการสะสมความร้อนพื้นผิว พบว่า มีเขตที่อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาถึงความจำเป็นที่ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับละแวกบ้านจำนวน 10 เขต ได้แก่ เขตบางนา เขตคลองสามวา เขตวังทองหลาง เขตบางแค เขตลาดพร้าว เขตหนองแขม เขตตลิ่งชัน เขตบางกะปิ เขตมีนบุรี และเขตบางเขน

พื้นที่ศึกษา กรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต โดยให้ความสำคัญในเขตเร่งด่วน ที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรค่อนข้างน้อย


ความไม่บรรจบกันของภาครัฐและที่ดินเอกชน : เมื่อการเข้าถึงคือเรื่องของสิทธิและโอกาสร่วมกัน

การผลักดันแนวคิดสวน 15 นาทีให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกย่านของกรุงเทพฯ นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดสรรงบประมาณหรือการออกแบบผังเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “โครงสร้างกรรมสิทธิ์ที่ดิน” ซึ่งถือเป็นจุดตัดสำคัญระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน

ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่ดินว่างจำนวนไม่น้อยอยู่ภายใต้การครอบครองของเจ้าของเอกชน
ซึ่งหลายแปลงอาจรอการพัฒนาในระยะยาว ถูกเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร หรืออยู่ในช่วงรอยต่อของแผนการใช้ประโยชน์ ในบางกรณี เจ้าของที่ดินอาจเลือกใช้พื้นที่บางส่วนทำกิจกรรมเบื้องต้น เช่น ปลูกไม้ผล ปลูกกล้วย หรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อเข้าข่าย “ใช้ประโยชน์” ตามกฎหมาย ลดภาระภาษีในอัตราที่ดินรกร้างลง ซึ่งถือเป็นการจัดการทรัพยากรที่สมเหตุสมผลภายใต้กรอบที่มีอยู่ ที่ดินเหล่านี้จำนวนมากยังมีศักยภาพแฝงที่จะกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในย่านได้ หากได้รับการสนับสนุนและออกแบบแนวทางความร่วมมือที่เหมาะสม เมืองจึงไม่ได้มองเจ้าของที่ดินเอกชนในฐานะ “อุปสรรค” ของการพัฒนาสวน หากแต่เห็นเป็น “พันธมิตรที่สำคัญ” ที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

คำถามสำคัญในเวลานี้คือ : จะทำอย่างไรให้เกิดแรงจูงใจให้เจ้าของที่ดินเปิดพื้นที่ของตนเพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวทีผู้คนสามารถมาใช้เป็นพื้นที่สาธารณะได้ โดยที่ยังเห็นความคุ้มค่า และไม่เสียโอกาสในอนาคต ?

คำตอบนั้นอาจอยู่ที่การออกแบบระบบแรงจูงใจใหม่ที่สร้างผลประโยชน์ร่วม (win - win) ให้ทุกฝ่าย พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์การพัฒนาเมืองให้กลายเป็นภารกิจร่วมของภาครัฐ เอกชน และประชาชน ด้วยแนวทางที่เหมาะสม พื้นที่ว่างที่เคยไม่มีบทบาท อาจกลายเป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ที่ทุกคนในละแวกเข้าถึงได้ ภายใต้ความร่วมมือที่ทั้งยืดหยุ่น เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว


การออกแบบแรงจูงใจใหม่ - จากนโยบายภาษีสู่เครดิตทางสังคม

แม้กรุงเทพมหานครจะเริ่มต้นด้วยนโยบายลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับเจ้าของที่ยินดีเปิดพื้นที่ของตนให้กลายเป็นสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งถือเป็นก้าวแรก
ที่น่าชื่นชมในการวางรากฐานเชิงนโยบาย ทว่าในทางปฏิบัติ แรงจูงใจรูปแบบเดียวอาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในเมืองที่ราคาที่ดินสูงและความต้องการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มีมาก หลายฝ่ายจึงเสนอให้เมืองพัฒนา “ชุดแรงจูงใจเชิงซ้อน” (multi-dimensional incentives) ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และสิทธิในการพัฒนา เพื่อให้เจ้าของที่ดินมองการเปิดพื้นที่เป็น “การลงทุนทางสังคม” มากกว่าการสละทรัพยากรของตนเอง

หลายฝ่ายจึงเสนอให้เกิดการพัฒนา “ชุดแรงจูงใจเชิงซ้อน” ที่ตอบโจทย์ในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์องค์กร และสิทธิในการพัฒนา เพื่อให้เจ้าของที่ดินมองการเปิดพื้นที่ไม่ใช่เป็นการสละทรัพยากร แต่คือการลงทุนทางสังคมที่มีคุณค่าร่วมกัน ตัวอย่างกลไกที่น่าสนับสนุน ได้แก่ การลดหย่อนภาษีเงินได้ การให้สิทธิพิเศษทางผังเมือง เช่น การเพิ่ม Floor Area Ratio (FAR Bonus) การมอบเครดิตทางสังคมเพื่อเสริมภาพลักษณ์องค์กร การสนับสนุนด้านการออกแบบ เช่น แบบสวนเบื้องต้น หรือการจับคู่กับทีมออกแบบมืออาชีพ และการเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสีเขียวหรือโครงการนำร่อง ซึ่งช่วยขยายโอกาสทางการพัฒนาในอนาคต

ทั้งนี้ กลไกการสร้างการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกที่ดินเอกชนมาพัฒนาเป็น “สวน 15 นาที” นั้น ควรจะมีแนวทางการพัฒนาที่ต้องอาศัยฐานข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาใช้พื้นที่สวนสาธารณะในอนาคต กลุ่มคนที่จะมาดูแล เช่น สำนักงานเขตหรือสำนักงานบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว รวมถึงผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งอาจจะเป็นกรุงเทพมหานครหรือการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและการสร้างมาตรการ กลไก แรงจูงใจการพัฒนาของภาคเอกชน และการคิดถึงสิ่งตอบแทนที่มีมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ (เชิงสังคมและเชิงคุณภาพ) มากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน เช่น การเสียภาษีให้แก่รัฐ เป็นต้น

กลไกเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองต่อพื้นที่สาธารณะจาก “ภาระ” เป็น “โอกาส” ทั้งในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ เมืองจึงควรทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ที่เชื่อมโยงภาคเอกชนกับชุมชนท้องถิ่น ออกแบบข้อตกลงที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และสมดุล เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมอย่างชัดเจน และเมื่อแรงจูงใจเริ่มเป็นรูปธรรม คำถามถัดมาคือ จะรู้ได้อย่างไรว่า “พื้นที่ไหน” พร้อมจะกลายเป็นสวน 15 นาที?

กลไกการสร้างการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกที่ดินเอกชนมาพัฒนาเป็น “สวน 15 นาที”


ผังเมืองเชิงรุก - ค้นหาและคัดกรองพื้นที่ศักยภาพ

การทำให้แนวคิดสวน 15 นาทีเกิดขึ้นได้จริง ไม่อาจอาศัยเพียงนโยบายหรือแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัย “ข้อมูลเชิงพื้นที่” และ “ระบบวิเคราะห์” ที่สามารถระบุพื้นที่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ท่ามกลางเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ การใช้ผังเมืองเชิงรุกจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันนโยบายให้สัมฤทธิ์ผล

กรุงเทพมหานครได้เริ่มใช้กระบวนการ วิเคราะห์พื้นที่เชิงลึก โดยบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายมิติ เช่น ความหนาแน่นของประชากร ระยะทางจากสวนขนาดใหญ่ (เกิน 800 เมตร) ความเปราะบางของชุมชนอย่างผู้สูงวัย เด็ก และผู้มีรายได้น้อย ความเชื่อมโยงของทางเท้า ทางจักรยาน และระบบขนส่ง รวมถึงศักยภาพในการฟื้นฟูพื้นที่ เช่น ใต้อาคาร ใต้สะพาน หรือที่ดินรอพัฒนา

เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เมืองก็จะสามารถระบุได้ว่าพื้นที่ใด “ขาดแคลน” สีเขียว และพื้นที่ใดมีศักยภาพจะกลายเป็นสวนสาธาณณะระดับละแวกบ้านได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ดินเอกชน รวมถึงลานว่างข้างทางด่วน พื้นที่หน้าวัด โรงเรียน หรือในชุมชน ที่ปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสูง

นอกจากนี้ หากมีระบบที่เปิดให้ประชาชนร่วมเสนอพื้นที่ใกล้บ้านผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แบบฟอร์มออนไลน์หรือกิจกรรมต่างๆ ทำให้การวางผังเมืองกลายเป็นเรื่องร่วมคิด ร่วมทำ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายเดียว ที่สำคัญผังเมืองเชิงรุกยังช่วยลดการตัดสินใจแบบอิงความรู้สึกหรือการเมืองลง และแทนที่ด้วยการวางแผนจากข้อมูลจริงที่ต่อยอดสู่แผนแม่บท แผนพัฒนาเขต และการฟื้นฟูพื้นที่เฉพาะได้อย่างเป็นระบบในระยะยาว


เมื่อการมีส่วนร่วมคือกลไกสร้างความยั่งยืน

สวนที่สร้างเสร็จแล้ว หากไม่มีคนใช้งาน ก็จะกลายเป็นเพียงพื้นที่ร้างในชื่อของ “สวนสาธารณะ” ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการไม่ได้จบลงที่การเปิดสวน แต่ต้องเริ่มต้นที่การสร้างวัฒนธรรมการใช้งานและการดูแลร่วมกัน แนวทางสำคัญคือการออกแบบให้ชุมชนมีบทบาทตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เช่น การตั้งคณะกรรมการสวนระดับย่าน การอบรมอาสาสมัครดูแลสวน หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมเป็นประจำเพื่อให้สวนไม่ถูกทิ้งร้างและกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ยังสามารถสนับสนุนให้เกิดรูปแบบการบริหารจัดการแบบ “รัฐร่วมชุมชน” หรือ “ภาคประชาสังคมขับเคลื่อน” ที่เปิดโอกาสให้องค์กรในพื้นที่ เช่น วัด โรงเรียน กลุ่มเยาวชน หรืออาสาสมัคร
เข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพในการดูแลสวนในระยะยาว


ความเป็นไปได้ในการออกแบบและทดลองระบบการคัดกรองพื้นที่เอกชนเพื่อเข้าโครงการส่วน 15 นาที

ภาพของเมืองที่ทุกคนสามารถเดินออกจากบ้านและพบสวนเล็ก ๆ ภายในไม่กี่นาที คือภาพของเมืองที่ลดระยะห่างระหว่างชีวิตประจำวันกับธรรมชาติ เด็กมีที่วิ่งเล่นในทุกย่าน ผู้สูงวัยมีที่พักผ่อนระหว่างวัน และคนทำงานมีที่พักใจใกล้บ้านในเวลาสั้น ๆ

สวนขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ใช่แค่พื้นที่ทางกายภาพ แต่คือกลไกของความเท่าเทียม คือจุดเชื่อมของความสัมพันธ์ในชุมชน และคือหลักฐานของการออกแบบเมืองที่ฟังเสียงของผู้คนจริง ๆ
“สวน 15 นาที” จึงไม่ใช่เพียงโครงการของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นนโยบายทางสังคมที่สะท้อนว่าเมืองที่ดี เริ่มต้นได้จากพื้นที่เล็กที่สุด...หน้าบ้านของเราเอง

จึงเป็นที่มาของการกำหนดขอบเขตการดำเนินงาน พัฒนาโครงการสวน 15 นาที ได้แก่

  1. การกรอกข้อมูลพื้นที่แปลงที่ดินเอกชนที่มีความสนใจพัฒนาโครงการ ขนาดเนื้อที่ ประมาณ 1-3 ไร่
  2. ขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ โดยผ่านเกณฑ์และปัจจัยเบื้องต้น
  3. ขั้นตอนที่ 1 การออกแบบและประเมินความคุ้มค่าคุ้มทุนของโครงการ
  4. ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาและกำหนดมาตรการทางภาษี มาตรการจูงใจ หรือมาตรการทางการผังเมือง
  5. ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนการพัฒนาแบบรายละเอียดและการก่อสร้าง ระยะเวลาประมาณ 1-2 ปี
  6. ขั้นตอนการเปิดใช้งานสวน 15 นาที ระยะเวลาประมาณ 1-5 ปี

กรอบแนวคิดและกระบวนการในการค้นหาและคัดกรองพื้นที่เอกชน ที่มีศักยภาพพัฒนาโครงการ “สวน 15 นาที”

เราทดลองเกณฑ์การคัดกรองเบื้องต้นของโครงการพัฒนาสวน 15 นาที ประกอบไปด้วย การพิจารณาพื้นที่แปลงเอกชนที่มีความสนใจโครงการสวน 15 นาที ที่มีพื้นที่ขนาดประมาณ 1-3 ไร่ จะแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

  • กรณีที่ 1 พื้นที่แปลงที่ดิน ที่อาจจะมีอาคาร สิ่งปลูกสร้างเดิมในพื้นที่ แต่ไม่ได้มีการใช้งานในปัจจุบัน หรืออาจจะมีโครงการปรับปรุง ซ่อมแซมในอนาคต
  • กรณีที่ 2 พื้นที่แปลงที่ดิน ที่เป็นที่รกร้าง ว่างเปล่า ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ใด ๆ ในพื้นที่
  • กรณีที่ 3 คือ แปลงที่ดินของเอกชนในกรณีที่ 1 หรือกรณีที่ 2 ที่มีความสนใจในการนำพื้นที่แปลงที่ดิน มาพัฒนาโครงการสวน 15 นาที ร่วมกับกรุงเทพมหานคร โดยจะต้องนำเข้าสู่กระบวนการคัดกรองเบื้องต้น และการวิเคราะห์โครงการในเชิงลึก เพื่อประเมินความคุ้มค่าคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ต่อไป

นอกจากนี้ กรณี ที่ดินเอกชน ได้ผ่านการคัดกรองพื้นที่ในเบื้องต้น และมีการประเมินความคุ้มค่าคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์แล้ว และนำไปสู่กระบวนการออกแบบรายละเอียดและตั้งงบประมาณในการก่อสร้างโครงการแล้วนั้น อาจจะมีผลประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ผลประโยชน์ด้านการจ้างงานในระยะก่อสร้าง ผลประโยชน์ด้านการดำเนินงานของโครงการ ผลประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ (เช่าพื้นที่/จัดงาน) และผลประโยชน์ต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่นันทนาการและพื้นที่สีเขียว ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ในเชิงสังคมสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน

กรอบวิธีการศึกษาและพัฒนาโครงการ “สวน 15 นาที” แบบครบวงจร


การออกแบบเครื่องมือในการคัดเลือก

การวิเคราะห์ผลกิจกรรมหลักของเมืองทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย พื้นที่เหมาะสมในการพัฒนาเมือง พื้นที่เหมาะสมในการพัฒนาอุตสาหกรรม และพื้นที่เหมาะสมในการพัฒนาเกษตรกรรม ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยเทคนิค Potential Surface Analysis (PSA) ในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมีการจำแนกเงื่อนไขต่างๆ ของปัจจัย (Factor) ระบุเป็นค่าคะแนน (Score) พร้อมทั้งกำหนดค่าถ่วงน้ำหนัก (Weight) ของปัจจัยตามลำดับความสำคัญหรืออิทธิพลที่จะส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละประเภท โดยผลจากการวิเคราะห์สามารถจำแนกระดับความเหมาะสมของพื้นที่ตามค่าคะแนนที่ได้จากการคำนวณออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ พื้นที่เหมาะสมมากที่สุด พื้นที่เหมาะสมมาก พื้นที่เหมาะสมปานกลาง และพื้นที่เหมาะสมน้อย โดยบริเวณพื้นที่ช่วงคะแนนด้านบวกมากที่สุดจะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ทางกายภาพสูงสุดและมีความเหมาะสมต่อการพัฒนาลดหลั่นลงตามลำดับของช่วงค่าคะแนน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

พื้นที่ความเร่งด่วนระดับเมือง ร้อยละ 20

  • ความหนาแน่นประชากร
  • พื้นที่สีเขียวต่อประชากร
  • ค่าความเขียว
  • ร้อยละพื้นที่ร่มไม้
  • ระดับความเขียวขจี

คัดกรองพื้นที่ศักยภาพ ร้อยละ 30

  • ระยะทางจากสวนขนาดใหญ่
  • คุณภาพทางเดินเท้า
  • การเข้าถึงระบบขนส่ง
  • สาธารณูปการพื้นฐาน
  • ศักยภาพในการเข้าถึงพื้นที่
  • ความเปราะบางของชุมชน
  • ระดับความเข้มแข็งชุมชน
  • มูลค่าที่ดิน

สิทธิประโยชน์สัดส่วนการลงทุน ร้อยละ 20

  • งานรื้อถอน ดัดแปลงอาคารเดิม
  • งานปรับปรุงภูมิทัศน์ (ฟื้นฟูของเดิม)
  • การลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • การให้สิทธิพิเศษทางผังเมือง
  • การเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสีเขียว

ประโยชน์ที่ได้รับ ร้อยละ 30

  • จำนวนผู้ใช้งาน Catchment Area
  • สัดส่วนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากร

ที่มาของการกำหนดน้ำหนักของปัจจัยในการพัฒนา “สวน 15 นาที”

เกณฑ์และปัจจัยในการคัดเลือก พื้นที่เอกชนเพื่อพัฒนาเป็น “สวน 15 นาที”

ภายใต้โครงการสวน 15 นาที ตามนโยบายของกรุงเทพมหานครนั้น ทาง Bangkok Coty Lab ได้พัฒนาหลักเกณฑ์และช่วยออกแบบกลไกที่ช่วยให้เกิด “ระบบงาน” ที่เชื่อมโยงความต้องการของภาคเอกชนในการยกประโยชน์ที่ดินให้เป็นสาธารณะได้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการยกเว้นภาษีที่ดิน แต่สิ่งที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะรับที่ดินให้ยกเว้นภาษีปลงใดแปลงหนี่งนั้น “จะสามารถแสดงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะเกิดกับสาธารณะได้จากอะไร” การพัฒนาเครื่องมือ เกณฑ์ และระบบคัดกรองนี้ น่าจะเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์จากความคิดที่จะนำที่ดินเอกชนมาใช้เป็นพื้นที่สาธารณะว่าเกิดประโยชน์คุ้มค่าในรูปแบบที่เป็นภววิสัย ได้ชัดเจนขึ้น

เขตบางนา

เขตคลองสามวา

เขตวังทองหลาง

เขตบางแค

เขตลาดพร้าว

เขตหนองแขม

เขตตลิ่งชัน

เขตบางกะปิ

เขตมีนบุรี

เขตบางเขน

เขตเร่งด่วนในการพัฒนาสวน 15 นาที ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 10 เขต


ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ได้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวคิด แนวทางการพัฒนาโครงการ สวน 15 นาที และสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้ทราบถึง ศักยภาพ ปัญหา และข้อจำกัดของการพัฒนา
  2. ได้ทราบแนวทางการคัดกรองพื้นที่ที่มีความน่าสนใจและมีศักยภาพในการพัฒนาในอนาคต
  3. ได้เกณฑ์การคัดกรอง สร้างเครื่องมือการคัดกรองเบื้องต้น กำหนดเกณฑ์และปัจจัย
    ที่นำมาประกอบการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่แปลงที่ดินเอกชนที่มีศักยภาพในการพัฒนาสวน 15 นาที
  4. ได้แนวทางการออกแบบและพัฒนาคู่มือการพิจารณาคัดกรองพื้นที่ สวน 15 นาที เพื่อให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประกอบการพิจารณาโครงการได้ในอนาคต

การเตรียมแผนการศึกษาในอนาคต

แนวทางการศึกษาในอนาคตของโครงการนั้น ต้องมีการศึกษาวิเคราะห์งบประมาณที่ต้องนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการ เทียบกับสัดส่วนมูลค่าที่ดินที่ต้องจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การกำหนดพื้นที่นำร่องหรือพื้นที่ที่จะนำมาทดลองโปรแกรมการพัฒนาสวน และกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ข้อมูลเชิงลึกเชิงปริมาณและคุณภาพจากสำนักงานบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาโครงการ ที่ต้องทราบมูลค่าโครงการ มูลค่าการลงทุน ประกอบการวิเคราะห์ว่าควรมีการลงทุนการพัฒนาคุ้มค่าหรือไม่ โดยต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ดังนี้

การประเมินความคุ้มค่าคุ้มทุนของโครงการ

โดยการศึกษาแนวทางการลงทุน พัฒนาพื้นที่ของเอกชนนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาในด้านการประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์ ความคุ้มค่าคุ้มทุนของโครงการ ซึ่งการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ ของการพัฒนาโครงการสวน 15 นาทีนั้น เบื้องต้นต้องประกอบไปด้วยการศึกษาประเด็นสำคัญ ดังนี้

  1. ข้อกำหนดในการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์
  2. องค์ประกอบและหลักเกณฑ์การวิเคราะห์
  3. ค่าลงทุน
  4. ผลประโยชน์โครงการ
  5. ผลการวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์
  6. ข้อสรุปการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  7. การวิเคราะห์ความเหมาะสมทางการเงิน
  8. การประเมินศักยภาพของ กรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการและการดูแลรักษา

เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการประเมินมูลค่าโครงการและความคุ้มค่าคุ้มทุน เพื่อให้ทั้งภาคเอกชนและกรุงเทพมหานคร ประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการสวน 15 นาที ในอนาคต

การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย องค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ข้อมูลเชิงลึกเชิงปริมาณและคุณภาพจากสำนักงานบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในการจัดเตรียมข้อมูลและแนวทางการพัฒนาสวน 15 นาที เช่น ข้อมูลสถิติจำนวนผู้เข้ามาใช้สวนสาธารณะต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์มูลค่าของสวนสาธารณะ และจัดลำดับความสำคัญ หรือขนาดพื้นที่สวนสาธารณะที่เหมาะสม ระหว่างพื้นที่ 1-3 ไร่ เป็นต้น รวมถึงข้อมูลในเชิงการบริหารจัดการพื้นที่ การบริหารจัดการพื้นที่ และระดับความสัมพันธ์ของชุมชน สภาพปัญหา ข้อจำกัด การเข้าถึงพื้นที่โครงการ เป็นต้น เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาโครงการสวน 15 นาที ในอนาคต

การค้นหา พื้นที่นำร่อง หรือพื้นที่ทดลองโครงการสวน 15 นาที

โดยมีกรอบแนวคิดในการค้นหา พื้นที่มี่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการสวน 15 นาที ในเบื้องต้น ด้วยอาศัยความร่วมมือขององค์กร หน่วยงาน ชุมชน เพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่ทดลอง โปรแกรมการพัฒนาเบื้องต้น โดยมีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการทดลอง ซึ่งข้อดีของการทดลองพื้นที่ในเชิงกิจกรรม หรือแบบจำลองเบื้องต้น เพื่อให้ทราบถึงการให้ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ชุมชนที่อยู่โดยรอบ การทดลองเก็บสถิติความถี่ในการเข้ามาใช้งาน หรือการทดลองออกแบบองค์ประกอบโครงการ มูลค่าโครงการในเบื้องต้น เพื่อให้กรุงเทพมหานคร และสำนักที่เกี่ยวข้อง ได้มีฐานข้อมูลเบื้องต้นในการพัฒนาโครงการต่อไป

Scroll to top